Series: ระเบียบ ปวช. 2568 ฉบับสมบูรณ์ | EP.12/12 (ตอนจบ) ตลอด 11 บทความที่ผ่านมา เราได้พาท่านเจาะลึกทุกมิติของระเบียบ ปวช. 2568 ตั้งแต่ภาพรวม นิยามศัพท์ การรับนักเรียน สถานภาพ การจัดแผนการเรียน การลงทะเบียน การนับเวลาเรียน ระบบเกรด การตัดสินผลการเรียน การเทียบโอน ไปจนถึงเอกสารการศึกษา ในบทความสุดท้ายนี้ เราจะรวบรวมทั้งหมดมาสร้างเป็น Timeline ปฏิทินงานทะเบียน ที่สถานศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้ตลอดปีการศึกษา ก่อนเปิดภาคเรียน (ประมาณ 1-2 เดือนก่อน) ลำดับ กิจกรรม อ้างอิงข้อ ผู้รับผิดชอบ 1 ทบทวนและจัดทำแผนการเรียนให้สอดคล้องกับโครงสร้างหลักสูตร ข้อ 32-42 ฝ่ายวิชาการ 2 จัดรายวิชาให้ครบทุกหมวดวิชาตามโครงสร้างหลักสูตร ข้อ 32 ฝ่ายวิชาการ 3 ประสานงานสถานประกอบการสำหรับการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ ข้อ 35-36 ฝ่ายวิชาการ/ทวิภาคี 4 รับสมัครและคัดเลือกนักเรียนใหม่ ข้อ 8-9 งานทะเบียน 5 ขึ้นทะเบียนนักเรียนใหม่ ข้อ 10-11 งานทะเบียน 6 กำหนดวันและเวลาลงทะเบียนรายวิชา ข้อ 43 งานทะเบียน 7 จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชม. ข้อ 39 ฝ่ายพัฒนานักเรียน สัปดาห์แรกของภาคเรียน ลำดับ กิจกรรม กรอบเวลา อ้างอิงข้อ 1 เปิดภาคเรียนตามกำหนด วันเปิดภาคเรียน ข้อ 30 2 ลงทะเบียนรายวิชา (ปกติ) ก่อนเปิดภาคเรียน ข้อ 43 3 เริ่มนับเวลาเรียนในแต่ละรายวิชา วันแรกของภาคเรียน ข้อ 53-54 สัปดาห์ที่ 1-3 ของภาคเรียน ลำดับ กิจกรรม กรอบเวลา อ้างอิงข้อ 1 ลงทะเบียนล่าช้า ไม่เกิน 15 วัน (ปกติ) / 5 วัน (ฤดูร้อน) ข้อ 44 2 เปลี่ยน/เพิ่มรายวิชา ภายใน 15 วัน (ปกติ) / 5 วัน (ฤดูร้อน) ข้อ 49 3 รักษาสถานภาพ (กรณีไม่ลงทะเบียน) ภายใน 15 วัน หลังสิ้นสุดการลงทะเบียน ข้อ 45 4 รับเรื่องการโอน/เทียบโอนผลการเรียน ตามที่สถานศึกษากำหนด ข้อ 77-85 สัปดาห์ที่ 3-5 ของภาคเรียน ลำดับ กิจกรรม กรอบเวลา อ้างอิงข้อ 1 ถอนรายวิชา ภายใน 30 วัน (ปกติ) / 10 วัน (ฤดูร้อน) ข้อ 49 2 ดำเนินการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ ตามที่สถานศึกษากำหนด ข้อ 85 ระหว่างภาคเรียน (ต่อเนื่อง) ลำดับ กิจกรรม ความถี่ อ้างอิงข้อ 1 ติดตามเวลาเรียนนักเรียน (เกณฑ์ 80%) ทุกสัปดาห์ ข้อ 53 2 ประเมินผลการเรียนต่อเนื่อง ตลอดภาคเรียน ข้อ 58 3 จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร สัปดาห์ละ 2 ชม. ข้อ 39 4 ดำเนินการเรื่องลาพัก ย้ายสถานศึกษา ลาออก ตามเหตุที่เกิด ข้อ 23-29 5 ติดตามนักเรียนที่มีเวลาเรียนใกล้เกณฑ์ขั้นต่ำ ทุก 2 สัปดาห์ ข้อ 53 ช่วงปลายภาคเรียน ลำดับ กิจกรรม กรอบเวลา อ้างอิงข้อ 1 ตรวจสอบสิทธิ์การวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน ก่อนสอบ 2 สัปดาห์ ข้อ 53 2 รับคำร้องขอเลื่อนการวัดผลสัมฤทธิ์ ก่อนสอบไม่น้อยกว่า...
Series: ระเบียบ ปวช. 2568 ฉบับสมบูรณ์ | EP.11/12 เอกสารการศึกษาเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงถึงผลการเรียนและการสำเร็จการศึกษาของนักเรียน ระเบียบ ปวช. 2568 ได้กำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับเอกสารการศึกษาไว้ในหมวด 4 อย่างครบถ้วน มาทำความเข้าใจกัน ประเภทของเอกสารการศึกษา ตามข้อ 87 สถานศึกษาต้องจัดให้มีเอกสารการศึกษา ดังต่อไปนี้: ระเบียนแสดงผลการเรียน (รบ.1 ปวช.) – ตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ ซึ่งใช้ชื่อย่อว่า “รบ.1 ปวช.” และต้องเก็บรักษาไว้ตลอดไป ระเบียนแสดงผลการเรียนฉบับภาษาอังกฤษ – ตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ และต้องเก็บรักษาไว้ตลอดไป แบบรายงานผลการเรียนของผู้ที่สำเร็จการศึกษา (รบ.2 ปวช.) – ใช้ชื่อย่อว่า “รบ.2 ปวช.” และต้องเก็บรักษาไว้ตลอดไป ประกาศนียบัตร – ตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ ให้หัวหน้าสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนเป็นผู้อนุมัติและลงนามในประกาศนียบัตร วุฒิบัตร – ตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ ให้หัวหน้าสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนเป็นผู้อนุมัติและลงนามวุฒิบัตร สมุดประเมินผลรายวิชา – และหลักฐานเกี่ยวกับการประเมินผลการเรียนในแบบอื่น สมุดบันทึกการปฏิบัติงานหรือสมุดรายงานของนักเรียน สมุดบันทึกการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ หรือสมุดบันทึกการฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ใบรับรองสภาพการเป็นนักเรียน – และใบรับรองการสำเร็จการศึกษาตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ ใบรับรองสภาพการเป็นผู้เข้าเรียน – และใบแสดงผลการเรียนรายวิชาผู้เข้าเรียนตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ การจัดทำระเบียนแสดงผลการเรียน การจัดทำระเบียนแสดงผลการเรียน ให้หัวหน้างานทะเบียนเป็นผู้จัดทำ ลงลายมือชื่อพร้อมทั้ง วัน เดือน ปี และให้หัวหน้าสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนเป็นผู้ลงนามรับรองผลการเรียนและการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร สำหรับสถานศึกษาที่สังกัดสถาบัน ให้สภาสถาบันอนุมัติการให้ประกาศนียบัตรวิชาชีพ และให้หัวหน้าสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนเป็นผู้ลงนามในประกาศนียบัตร การเก็บรักษาหลักฐาน ข้อ 88 กำหนดให้สถานศึกษาเก็บรักษาหลักฐานการประเมินผลการเรียนไว้ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ เอกสารคู่ฉบับ ข้อ 89 กำหนดให้ใช้เอกสารคู่ฉบับระเบียนแสดงผลการเรียน และเอกสารคู่ฉบับระเบียนแสดงผลการเรียนฉบับภาษาอังกฤษ เป็นเอกสารรับรองผลการเรียน การออกเอกสารคู่ฉบับ ข้อ 90 กำหนดให้สถานศึกษาออกเอกสารคู่ฉบับระเบียนแสดงผลการเรียน เอกสารคู่ฉบับระเบียนแสดงผลการเรียนฉบับภาษาอังกฤษ ประกาศนียบัตร และวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา กรณีนักศึกษาพ้นสภาพนักเรียนตามข้อ 16 (1) (2) และ (4) ให้สถานศึกษาออกระเบียนแสดงผลการเรียนให้กับนักเรียนในวันพ้นสภาพ ส่วนกรณีผู้เข้าเรียนพ้นสภาพผู้เข้าเรียนตามข้อ 17 (1) (2) (3) และ (4) ให้สถานศึกษาออกใบแสดงผลการเรียนรายวิชาให้กับผู้เข้าเรียนในวันพ้นสภาพ ใบรับรองสภาพการเป็นนักเรียน ข้อ 92 กำหนดว่านักเรียนที่ต้องการใบรับรองสภาพการเป็นนักเรียนหรือในรับรองการสำเร็จการศึกษา ให้สถานศึกษาออกใบรับรองสภาพการเป็นนักเรียน ในรับรองการสำเร็จการศึกษา หรือใบรับรองสภาพการเป็นผู้เข้าเรียน แล้วแต่กรณี ใบรับรองนี้มีอายุ 60 วัน โดยให้สถานศึกษากำหนดวันหมดอายุไว้ด้วย ให้สถานศึกษาออกใบแสดงผลการเรียนรายวิชาให้แก่ผู้เข้าเรียนที่ต้องการใบแสดงผลการเรียนรายวิชาเพื่อเป็นเอกสารรับรองผลการเรียน การทำสำเนาระเบียนแสดงผลการเรียน ข้อ 91 กำหนดว่าการทำสำเนาระเบียนแสดงผลการเรียน จะใช้วิธีพิมพ์ใหม่ หรือสำเนาเอกสารตามต้นฉบับก็ได้ แล้วให้เขียนหรือประทับตรา “สำเนาถูกต้อง” ส่วนการทำสำเนาระเบียนแสดงผลการเรียนฉบับภาษาอังกฤษจะใช้วิธีพิมพ์ใหม่หรือสำเนาเอกสารตามต้นฉบับก็ได้ แล้วให้เขียนหรือประทับตรา “CERTIFIED TRUE COPY” ให้หัวหน้างานทะเบียนหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนลงลายมือชื่อรับรองสำเนาพร้อมทั้ง วัน เดือน ปี ที่ออกสำเนา และหัวหน้าสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนหรือผู้ได้รับมอบหมาย ลงลายมือชื่อกำกับที่รูปถ่าย สิ่งที่สถานศึกษาควรให้ความสำคัญ จัดทำเอกสารให้ครบถ้วนตามที่ระเบียบกำหนดทั้ง 8 ประเภท เก็บรักษาเอกสารสำคัญไว้ตลอดไป โดยเฉพาะ รบ.1 ปวช. และ รบ.2 ปวช. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในเอกสารทุกฉบับก่อนลงนาม กำหนดระบบการออกเอกสารที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้บริการนักเรียนได้อย่างรวดเร็ว ในบทความสุดท้าย EP.12 เราจะรวบรวมทุกอย่างมาเป็น “คู่มือปฏิบัติ: Timeline ปฏิทินงานทะเบียนตลอดปีการศึกษา” เพื่อให้สถานศึกษาใช้เป็นแนวทางในการวางแผนงานตลอดทั้งปี อ้างอิง: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2568 ข้อ 87-92
Series: ระเบียบ ปวช. 2568 ฉบับสมบูรณ์ | EP.10/12 หนึ่งในจุดเด่นของระเบียบ ปวช. 2568 คือการเปิดกว้างสำหรับ “การเทียบโอนผลการเรียนรู้” ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จากหลากหลายแหล่ง สามารถนำมาเทียบโอนเป็นหน่วยกิตในการศึกษาระดับ ปวช. ได้ รูปแบบการเทียบโอนผลการเรียนรู้ ตามข้อ 77 นักเรียนและผู้เข้าเรียนสามารถถูกยกเว้นการเรียนรายวิชาได้โดยวิธีต่าง ๆ ดังนี้: การโอนผลการเรียน – การนำผลการเรียนจากสถานศึกษาอื่นมาใช้ การเทียบโอนผลการเรียน – การเทียบผลจากการเรียนในหลักสูตรที่แตกต่าง การเทียบโอนผลลัพธ์การเรียนรู้ – การนำผลลัพธ์การเรียนรู้จากแหล่งอื่นมาเทียบ การเทียบโอนประสบการณ์ของบุคคล – จากการทำงานหรือประกอบอาชีพ การเทียบโอนสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ – กรอบคุณวุฒิแห่งชาติและกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน มาตรฐานอาชีพระดับสากล – เข้าสู่หน่วยกิตตามหลักสูตร ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด การเทียบโอนผลการเรียนรู้เพื่อการสะสมหน่วยกิต ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด การโอนผลการเรียนรายวิชา ข้อ 78 กำหนดว่าการโอนผลการเรียนรายวิชาจากสถานศึกษาซึ่งใช้หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพพุทธศักราชเดียวกัน ให้สถานศึกษาที่รับเข้าเรียนรับโอนผลการเรียนทุกรายวิชา นอกจากรายวิชาที่ได้ระดับผลการเรียนต่ำกว่า 2.0 สถานศึกษาจะรับโอนหรือจะทำการประเมินใหม่จนเห็นว่าได้ผลการเรียนถึงเกณฑ์ของสถานศึกษาแล้วจึงรับโอนผลการเรียนรายวิชานั้นก็ได้ การเทียบโอนผลการเรียนรายวิชาจากหลักสูตรอื่น ข้อ 79 กำหนดเงื่อนไขสำหรับการเทียบโอนผลการเรียนรายวิชาที่มีผลการเรียนจากหลักสูตรอื่นซึ่งไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ดังนี้: เป็นรายวิชาหรือกลุ่มวิชาที่มีจุดประสงค์ หรือสมรรถนะ หรือผลลัพธ์การเรียนรู้ และเนื้อหาใกล้เคียงกันไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และมีจำนวนหน่วยกิตไม่น้อยกว่าหน่วยกิตของรายวิชาที่ระบุไว้ในหลักสูตร รายวิชาที่ได้ระดับผลการเรียนตั้งแต่ 2.0 ขึ้นไป โดยสถานศึกษาจะรับโอนผลการเรียนหรือจะทำการประเมินใหม่แล้วจึงรับโอนรายวิชานั้นก็ได้ รายวิชาที่ได้ระดับผลการเรียนต่ำกว่า 2.0 สถานศึกษาอาจจะทำการประเมินใหม่ หากได้ผลการเรียนถึงเกณฑ์ของสถานศึกษาแล้วจึงรับโอนผลการเรียนรายวิชานั้นก็ได้ การประเมินใหม่ตามข้อ 78 และ 79 ข้อ 80 กำหนดว่าเมื่อมีการประเมินใหม่ตามข้อ 78 และข้อ 79 ระดับผลการเรียนให้เป็นไปตามที่ได้จากการประเมินใหม่ แต่ต้องไม่สูงไปกว่าเดิม สำหรับรายวิชาที่นอกเหนือจากหลักสูตรที่ใช้ในปัจจุบันที่มีจุดประสงค์หรือสมรรถนะหรือผลลัพธ์การเรียนรู้และเนื้อหาใกล้เคียง ให้สถานศึกษาปฏิบัติตามข้อ 79 การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ ข้อ 85 เปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้เข้าเรียนที่มีความรู้และประสบการณ์ในงานอาชีพจากการศึกษาด้วยตนเอง หรือทำงานในอาชีพนั้นอยู่แล้ว หรือจากการฝึกอบรม สัมมนา ประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือจากการวิจัยและนวัตกรรมที่มีสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ กรอบคุณวุฒิแห่งชาติและกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน มาตรฐานอาชีพระดับสากล หรือมีความรู้ในรายวิชาตรงตามหลักสูตรมาก่อนเข้าเรียน สามารถขอประเมินเทียบโอนความรู้และประสบการณ์เพื่อขึ้นทะเบียนเรียนรายวิชาสำหรับรายวิชานั้นก็ได้ โดยเทียบโอนได้ไม่เกิน 3 ใน 4 ของจำนวนหน่วยกิตตามหลักสูตรแต่ละประเภทวิชา กลุ่มอาชีพ และสาขาวิชา และตามแผนการเรียนรายบุคคลที่สถานศึกษากำหนด การรับโอนและเทียบโอนผลการเรียนจากสถานศึกษาอื่น ข้อ 84 กำหนดให้สถานศึกษาพิจารณาการรับโอนผลการเรียนหรือเทียบโอนผลการเรียนรายวิชาของนักเรียนหรือผู้เข้าเรียนจากสถานศึกษาแห่งอื่น ดังนี้: การรับโอนผลการเรียน ให้ปฏิบัติตามข้อ 78 การเทียบโอนผลการเรียน ให้ปฏิบัติตามข้อ 79 ทั้งนี้ ให้สถานศึกษาแจ้งให้นักเรียนหรือผู้เข้าเรียนทราบก่อนที่จะอนุญาตให้ไปเรียน การบันทึกผลการเรียนในระเบียนแสดงผลการเรียน ข้อ 82 กำหนดให้บันทึกผลการเรียนลงในระเบียนแสดงผลการเรียน ให้ใช้รหัสวิชาและชื่อรายวิชาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราชที่ใช้ในปัจจุบัน โดยแสดงหมายเหตุว่าเป็นรายวิชาที่รับโอนผลการเรียน หรือเทียบโอนผลการเรียน แล้วแต่กรณี ในบทความถัดไป EP.11 เราจะพาไปดู “เอกสารการศึกษา ปวช.” ทั้งระเบียนแสดงผลการเรียน ประกาศนียบัตร และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อ้างอิง: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2568 ข้อ 77-85
Series: ระเบียบ ปวช. 2568 ฉบับสมบูรณ์ | EP.9/12 เป้าหมายสูงสุดของการเรียน ปวช. คือการสำเร็จการศึกษาและได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพ แต่กว่าจะถึงจุดนั้นได้ ต้องผ่านกระบวนการตัดสินผลการเรียนที่มีเกณฑ์ชัดเจน มาดูกันว่าระเบียบ ปวช. 2568 กำหนดหลักเกณฑ์อะไรไว้บ้าง หลักการตัดสินผลการเรียน ตามข้อ 72 การตัดสินผลการเรียนให้ดำเนินการ ดังนี้: ตัดสินผลการเรียนเป็นรายวิชา รายวิชาที่มีระดับผลการเรียนตั้งแต่ 1.0 ขึ้นไป ถือว่าประเมินผ่านและให้นับจำนวนหน่วยกิตสะสม เมื่อได้ประเมินผลการเรียนแล้ว นักเรียนหรือผู้เข้าเรียนที่มีระดับผลการเรียน 0 (ศูนย์) ให้นักเรียนหรือผู้เข้าเรียนรับการประเมินใหม่ได้อีก 1 ครั้ง ภายในเวลาที่สถานศึกษาหรือสถานประกอบการกำหนดไม่เกิน 10 วัน นับแต่วันประกาศผลการเรียนรายวิชา ผลของการประเมินใหม่ หากผลการประเมินใหม่ไม่ผ่าน ถ้าเป็นรายวิชาบังคับให้เรียนซ้ำรายวิชานั้น ถ้าเป็นรายวิชาเลือกตามเงื่อนไขของหลักสูตร จะเรียนซ้ำหรือเรียนรายวิชาอื่นแทนก็ได้ นอกจากนี้ ข้อ 72 (4) ยังกำหนดว่า การประเมินใหม่ตาม (3) ให้ระดับผลการเรียนได้ไม่เกิน 1.0 เกณฑ์การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร ข้อ 73 กำหนดเกณฑ์การตัดสินผลการเรียนเพื่อสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรไว้ดังนี้: ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า ได้จำนวนหน่วยกิตสะสมครบถ้วนตามโครงสร้างที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแต่ละประเภทวิชา กลุ่มอาชีพ และสาขาวิชา และตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด หรือแผนการเรียนรายบุคคลที่สถานศึกษากำหนด ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 จากระบบ 5 ระดับคะแนน ผ่านเกณฑ์การประเมินมาตรฐานวิชาชีพหรือผ่านเกณฑ์การประเมินตามมาตรฐานอื่นที่สอดคล้องกับมาตรฐานอาชีพขององค์กรรับรองในประเทศหรือสากล ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนดและ “ผ่าน” ทุกภาคเรียน การอนุมัติผลการเรียนและการสำเร็จการศึกษา ข้อ 74 กำหนดให้สถานศึกษาที่ไม่สังกัดสถาบัน ให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้อนุมัติผลการเรียนและการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร เมื่อนักเรียนผ่านเกณฑ์การตัดสินผลการเรียนเพื่อสำเร็จการศึกษาตามข้อ 73 ภายในภาคเรียนที่นักเรียนผ่านเกณฑ์ สำหรับสถานศึกษาในสังกัดสถาบัน ให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้อนุมัติผลการเรียนและการสำเร็จการศึกษา และรายงานผลการอนุมัติต่อสภาสถาบัน การพิจารณาค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำ ข้อ 75 กำหนดแนวทางเมื่อนักเรียนและผู้เข้าเรียนได้ลงทะเบียนรายวิชาครบตามหลักสูตร แต่ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำกว่าเกณฑ์ ดังนี้: เรียนครบ 2 ภาคเรียน: หากได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 1.50 ให้สถานศึกษาพิจารณาว่าควรให้เรียนต่อไป หรือให้พ้นสภาพนักเรียนและผู้เข้าเรียน เรียนครบ 4 ภาคเรียน: หากได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 1.50 เช่นกัน ให้สถานศึกษาพิจารณาว่าควรให้เรียนต่อไป หรือให้พ้นสภาพนักเรียนหรือผู้เข้าเรียน เรียนครบ 5 ภาคเรียน: หากได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 1.80 ให้สถานศึกษาพิจารณาว่าควรให้เรียนต่อไป หรือให้พ้นสภาพนักเรียนหรือผู้เข้าเรียน เรียนครบ 6 ภาคเรียน: หากได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำกว่า 1.80 ให้สถานศึกษาพิจารณาว่าควรให้เรียนต่อไป หรือให้พ้นสภาพนักเรียนหรือผู้เข้าเรียน นักเรียนที่ลงทะเบียนครบแต่ยังไม่เข้าเกณฑ์สำเร็จการศึกษา ข้อ 76 กำหนดว่า นักเรียนที่เรียนแบบเต็มเวลาและได้ลงทะเบียนรายวิชาครบ 6 ภาคเรียนปกติแล้ว แต่ยังไม่เข้าเกณฑ์การสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรตามข้อ 73 ให้สถานศึกษาพิจารณาว่าควรให้เรียนต่อไป หรือให้พ้นสภาพนักเรียน ทั้งนี้ ให้เรียนได้ไม่เกิน 12 ภาคเรียนปกติ นับตั้งแต่วันขึ้นทะเบียนเป็นนักเรียนโดยไม่นับภาคเรียนที่ลาพักการเรียน สรุปเกณฑ์สำคัญ เกณฑ์ รายละเอียด ระดับผลการเรียนผ่าน ตั้งแต่ 1.0 ขึ้นไป GPA สะสมขั้นต่ำ 2.00 ประเมินใหม่สูงสุด ได้ระดับไม่เกิน 1.0 ระยะเวลาเรียนสูงสุด 12 ภาคเรียนปกติ ประกาศผลแล้วประเมินใหม่ ภายใน 10 วัน ในบทความถัดไป EP.10 เราจะพาไปเจาะลึก “การเทียบโอนผลการเรียนรู้” ซึ่งเปิดช่องทางหลายรูปแบบสำหรับผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์มาก่อน อ้างอิง: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2568 ข้อ 72-76
Series: ระเบียบ ปวช. 2568 ฉบับสมบูรณ์ | EP.8/12 ระบบเกรดเป็นภาษาสากลของการศึกษาที่บอกระดับความสำเร็จในการเรียนรู้ของผู้เรียน ระเบียบ ปวช. 2568 ได้กำหนดระบบการให้ระดับผลการเรียนไว้อย่างชัดเจน ทั้งในรูปแบบตัวเลขและตัวอักษร มาทำความเข้าใจกันอย่างละเอียด หลักการประเมินผลการเรียน ตามข้อ 57 สถานศึกษามีหน้าที่และรับผิดชอบในการประเมินผลการเรียนรายวิชาที่เรียนและฝึกปฏิบัติในสถานศึกษา และให้สถานศึกษาและสถานประกอบการมีหน้าที่และรับผิดชอบร่วมกันในการประเมินผลการเรียนรายวิชาที่เรียนและฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพหรือฝึกอาชีพในสถานประกอบการ ข้อ 58 กำหนดให้ประเมินผลการเรียนเป็นรายวิชาตามระบบหน่วยกิต ต่อเนื่องตลอดภาคเรียน จากกิจกรรมการเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติและงานที่มอบหมาย รวมทั้งการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน ซึ่งครอบคลุมผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชา จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา และเนื้อหาวิชา โดยใช้เครื่องมือและวิธีการหลากหลายตามความเหมาะสม ระบบ 8 ระดับผลการเรียน ข้อ 61 กำหนดให้ใช้ตัวเลขแสดงระดับผลการเรียนในแต่ละรายวิชา จากระบบ 5 ระดับคะแนน หรือเทียบเท่า แบ่งเป็น 8 ระดับผลการเรียน คิดเป็นร้อยละตามเกณฑ์ ดังนี้: ร้อยละ ระดับผลการเรียน ตัวอักษร ความหมาย 80 ขึ้นไป 4.0 A Excellent (ดีเยี่ยม) 75-79 3.5 B+ Very Good (ดีมาก) 70-74 3.0 B Good (ดี) 65-69 2.5 C+ Fairly Good (ค่อนข้างดี) 60-64 2.0 C Fair (พอใช้) 55-59 1.5 D+ Fairly Poor (ค่อนข้างอ่อน) 50-54 1.0 D Poor (อ่อน) ต่ำกว่า 50 0 F Fail (ตก) ตัวอักษรพิเศษในระเบียนแสดงผลการเรียน นอกจากระดับผลการเรียนเป็นตัวเลขแล้ว ข้อ 62 ยังกำหนดตัวอักษรพิเศษสำหรับกรณีที่ไม่สามารถแสดงระดับผลการเรียนเป็นตัวเลขได้ ดังนี้: ตัวอักษร อักษรภาษาอังกฤษ ความหมาย ข.ร. I.C. ขาดเรียน ไม่มีสิทธิ์เข้ารับการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน เนื่องจากมีเวลาเรียนต่ำกว่าร้อยละ 80 ข.ป. I.P. ขาดการปฏิบัติงาน หรือปฏิบัติงานไม่ครบ ข.ส. I.L. ขาดการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน โดยสถานศึกษาพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผลสมควร ถ.น. W.W. ถอนรายวิชาภายในกำหนด โดยสถานศึกษาพิจารณาแล้วเห็นว่ามีเหตุผลสมควร ถ.ล. W.A. ถอนรายวิชาภายหลังกำหนด โดยสถานศึกษาพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผลสมควร ท. C. ทุจริต ในการสอบหรืองานที่มอบหมายให้ทำ ม.ส. N.C. ไม่สมบูรณ์ เนื่องจากไม่สามารถเข้ารับการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน ม.ท. U.T. ไม่สามารถเข้ารับการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนทดแทนภายในเวลาที่สถานศึกษากำหนด ผ. P. ผ่าน (ได้เข้าร่วมกิจกรรมตามกำหนด หรือผลการประเมินผ่าน) ม.ผ. F. ไม่เข้าร่วมกิจกรรม หรือผลการประเมินไม่ผ่าน ม.ก. N.Cr. การเรียนโดยไม่นับจำนวนหน่วยกิตมารวมเพื่อการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรและผลการประเมินผ่าน การจัดการกรณีทุจริต ข้อ 64 กำหนดบทลงโทษสำหรับนักเรียนหรือผู้เข้าเรียนที่ทำการทุจริต หรือส่อเจตนาทุจริตในการสอบหรืองานที่มอบหมายให้ทำในรายวิชาใด ให้สถานศึกษาพิจารณาดำเนินการ ดังนี้: ให้ได้คะแนน 0 (ศูนย์) เฉพาะครั้งนั้น หรือ ให้มีค่าระดับผลการเรียนเป็น 0 (ศูนย์) โดยบันทึก “ท.” ลงในระเบียนแสดงผลการเรียนช่อง “ผลการเรียน” ในรายวิชานั้น หรือ ดำเนินการตาม (2) และตัดคะแนนความประพฤติตามระเบียบว่าด้วยการตัดคะแนนความประพฤติที่สถานศึกษากำหนดตามความร้ายแรง แล้วแต่กรณี การคำนวณค่าระดับคะแนนเฉลี่ย ข้อ 65 กำหนดวิธีการคำนวณค่าระดับคะแนนเฉลี่ย ดังนี้: (1) ให้นำผลคูณระหว่างจำนวนหน่วยกิตของแต่ละรายวิชากับระดับผลการเรียน หารด้วยผลบวกของจำนวนหน่วยกิตของแต่ละรายวิชา คิดทศนิยมสองตำแหน่งไม่ปัดเศษ (2) ให้คำนวณค่าระดับคะแนนเฉลี่ย จากรายวิชาที่ได้ระดับผลการเรียนตามข้อ 61 และข้อ 63 สำหรับรายวิชาที่นักเรียนหรือผู้เข้าเรียนเรียนซ้ำ เรียนแทน ให้ใช้ระดับผลการเรียนและนับจำนวนหน่วยกิตตามข้อ 66 (3) ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยมี 2 ประเภท: ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยประจำภาคเรียน – คำนวณจากรายวิชาที่ได้ระดับผลการเรียนเฉพาะในภาคเรียนหนึ่ง ๆ ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสม – คำนวณจากรายวิชาที่เรียนมาทั้งหมดและได้ระดับผลการเรียนตั้งแต่สองภาคเรียนขึ้นไป การเรียนซ้ำเพื่อปรับระดับคะแนน ข้อ 66 เปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้เข้าเรียนที่ประสงค์จะเรียนซ้ำรายวิชาที่ได้ระดับผลการเรียนต่ำกว่า 2.0 หรือเลือกเรียนรายวิชาอื่นแทนในกรณีเป็นรายวิชาเลือกตามเงื่อนไขของหลักสูตร เพื่อประเมินปรับค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมให้สูงขึ้น โดยให้สถานศึกษาหรือสถานประกอบการดำเนินการให้เรียนซ้ำหรือเรียนแทนภายในเวลาก่อนสำเร็จการศึกษา ในบทความถัดไป EP.9 เราจะพาไปเจาะลึก “การตัดสินผลการเรียนและการสำเร็จการศึกษา” ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการเรียน ปวช. อ้างอิง: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ...
Series: ระเบียบ ปวช. 2568 ฉบับสมบูรณ์ | EP.7/12 ในการเรียน ปวช. มีตัวเลขหนึ่งที่นักเรียนทุกคนต้องจดจำให้ขึ้นใจ นั่นคือ “ร้อยละ 80” เพราะเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำของเวลาเรียนที่จะทำให้มีสิทธิ์เข้ารับการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน ใครเวลาเรียนไม่ถึง อาจต้องเผชิญผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ เกณฑ์เวลาเรียนขั้นต่ำร้อยละ 80 ตามข้อ 53 นักเรียนและผู้เข้าเรียนต้องมีเวลาเรียนในแต่ละรายวิชาไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 80 ของเวลาเรียนสำหรับรายวิชานั้น จึงจะมีสิทธิ์เข้ารับการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน ในกรณีที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง หัวหน้าสถานศึกษาอาจพิจารณาผ่อนผันให้เป็นราย ๆ ไป สำหรับนักเรียนและผู้เข้าเรียนที่ไม่มีสิทธิ์เข้ารับการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนตามวรรคหนึ่ง จะขอประเมินเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ตามข้อ 85 มิได้ หลักเกณฑ์การนับเวลาเรียน ข้อ 54 กำหนดวิธีการนับเวลาเรียนไว้อย่างละเอียด ดังนี้: (1) เวลาเรียนเต็มภาคเรียนปกติ – ภาคเรียนละไม่น้อยกว่า 18 สัปดาห์ หรือเทียบเคียงได้ไม่น้อยกว่า 18 สัปดาห์ (2) นักเรียนที่ย้ายสถานศึกษาระหว่างภาคเรียน – ให้นำเวลาเรียนจากสถานศึกษาทั้งสองแห่งมารวมกัน (3) นักเรียนที่ลาออกแล้วกลับเข้าเรียน – ที่ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าเรียนในภาคเรียนเดียวกัน ให้นับเวลาเรียนที่เรียนแล้วมารวมกัน (4) นักเรียนที่ลาพักการเรียน – การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพหรือฝึกอาชีพในภาคเรียนใด ได้รับอนุญาตให้กลับเข้าเรียน ให้นับเวลาเรียนก่อนและหลังการลาพักการเรียน ฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ หรือการฝึกอาชีพในภาคเรียนนั้นมารวมกัน (5) รายวิชาที่มีครูผู้สอนหรือครูฝึกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป – และแยกกันสอน ให้นำเวลาเรียนที่เรียนกับครูผู้สอนหรือครูฝึกทุกคนมารวมกัน (6) หากมีการเปลี่ยนรายวิชา หรือเพิ่มรายวิชา – ให้นับเวลาเรียนตั้งแต่เริ่มเรียนรายวิชาใหม่ การนับจำนวนหน่วยกิตสะสม ข้อ 51-52 กำหนดเรื่องการนับจำนวนหน่วยกิตสะสม โดยสถานศึกษาอาจอนุญาตให้นักเรียนและผู้เข้าเรียนลงทะเบียนเรียนรายวิชาใดวิชาหนึ่ง เพื่อเป็นการเสริมความรู้ โดยไม่นับจำนวนหน่วยกิตของรายวิชานั้นมารวมเพื่อการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรได้ เมื่อได้ทำการวัดและประเมินผลการเรียนแล้วผ่าน ให้บันทึก “ม.ก.” ลงในระเบียนแสดงผลการเรียนช่อง “ผลการเรียน” ถ้าผลการประเมินไม่ผ่านไม่ต้องบันทึกรายวิชานั้น และให้ถือเป็นการสิ้นสุดสำหรับการเรียนรายวิชานั้นโดยไม่นับจำนวนหน่วยกิตมารวมเพื่อการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร การขออนุญาตเลื่อนการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน ข้อ 55 เปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้เข้าเรียนที่ไม่สามารถเข้ารับการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนตามวันและเวลาที่สถานศึกษากำหนด สามารถขอเลื่อนการเข้ารับการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนได้ในกรณีต่อไปนี้: ประสบอุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยก่อนหรือระหว่างการเข้ารับการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน ถูกควบคุมตัวโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย เป็นตัวแทนของสถานศึกษา หรือสถานประกอบการ ในการเข้าร่วมประชุมหรือกิจกรรมพิเศษอย่างอื่น โดยได้รับความยินยอมจากสถานศึกษา มีความจำเป็นอย่างอื่น ซึ่งสถานศึกษาพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นความจำเป็นอย่างแท้จริง ทั้งนี้ นักเรียนและผู้เข้าเรียนที่ขออนุญาตเลื่อนการเข้ารับการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน ต้องยื่นคำร้องพร้อมทั้งหลักฐานประกอบต่อสถานศึกษาก่อนการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนไม่น้อยกว่า 3 วัน หากไม่สามารถกระทำได้ให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาเป็นราย ๆ ไป (ข้อ 56) ผลของการเลื่อนสอบ กรณีที่หัวหน้าสถานศึกษาอนุญาตให้เลื่อนได้ ให้บันทึก “ม.ส.” ลงในระเบียนแสดงผลการเรียนช่อง “ผลการเรียน” และให้นักเรียนหรือผู้เข้าเรียนเข้ารับการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนทดแทนภายใน 10 วัน นับแต่วันประกาศผลการเรียน หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาจัดการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนทดแทนก่อนเปิดภาคเรียนถัดไป ข้อควรระวังสำหรับนักเรียน สิ่งที่นักเรียน ปวช. ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ: เช็คเวลาเรียนอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้เวลาเรียนต่ำกว่าร้อยละ 80 หากจำเป็นต้องขาดเรียน ต้องมีหลักฐานและดำเนินการตามขั้นตอนที่สถานศึกษากำหนด การลาพัก ย้ายสถานศึกษา ต้องตรวจสอบว่าเวลาเรียนสะสมเพียงพอ หากไม่มีสิทธิ์สอบ ไม่สามารถขอเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ทดแทนได้ ในบทความถัดไป EP.8 เราจะพาไปเจาะลึก “ระบบเกรด ปวช. 2568” ตั้งแต่ระดับคะแนน 4.0 ลงไปจนถึง 0 รวมถึงตัวอักษรพิเศษต่าง ๆ ที่ปรากฏในระเบียนแสดงผลการเรียน อ้างอิง: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2568 ข้อ 51-56
Series: ระเบียบ ปวช. 2568 ฉบับสมบูรณ์ | EP.6/12 หลังจากที่สถานศึกษาจัดแผนการเรียนเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนถัดมาที่นักเรียนและสถานศึกษาต้องดำเนินการคือ “การลงทะเบียนรายวิชา” ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญที่เชื่อมระหว่างแผนการเรียนกับการเรียนจริงในแต่ละภาคเรียน กำหนดเวลาการลงทะเบียน ตามข้อ 43 สถานศึกษาต้องกำหนดวันและเวลาให้นักเรียนและผู้เข้าเรียนลงทะเบียนรายวิชาต่าง ๆ ให้เสร็จก่อนวันเปิดภาคเรียน โดยความเห็นชอบจากครูที่ปรึกษา นอกจากนี้ สถานศึกษาอาจให้ลงทะเบียนรายวิชาภายหลังกำหนดตามข้อ 43 ก็ได้ โดยให้สถานศึกษากำหนดวันสิ้นสุดการลงทะเบียนตามที่เห็นสมควร แต่ต้องไม่เกิน 15 วัน นับแต่วันเปิดภาคเรียน หรือไม่เกิน 5 วัน นับแต่วันเปิดภาคเรียนฤดูร้อน (ข้อ 44) ค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียน การลงทะเบียนรายวิชาตามวรรคหนึ่ง สำหรับการเรียนแบบไม่เต็มเวลา นักเรียนและผู้เข้าเรียนต้องชำระค่าปรับตามที่สถานศึกษากำหนด นอกจากนี้ หากนักเรียนหรือผู้เข้าเรียนที่เรียนแบบไม่เต็มเวลาไม่ประสงค์จะขอผ่อนผันการชำระเงินค่าลงทะเบียนรายวิชา ต้องชำระเงินให้เสร็จสิ้นก่อนวันเข้ารับการวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียน หากไม่สามารถชำระเงินตามระยะเวลาที่กำหนดได้ ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาอนุญาตเป็นราย ๆ ไป การรักษาสถานภาพการลงทะเบียน ข้อ 45 กำหนดว่านักเรียนและผู้เข้าเรียนที่มิได้ลงทะเบียนรายวิชาภายในวันและเวลาที่สถานศึกษากำหนดตามข้อ 44 ถ้าประสงค์จะรักษาสภาพนักเรียนหรือผู้เข้าเรียน ต้องติดต่อรักษาสภาพภายใน 15 วัน นับแต่วันสิ้นสุดการลงทะเบียน หากพ้นกำหนดนี้ให้ถือว่าพ้นสภาพนักเรียนหรือผู้เข้าเรียน เว้นแต่มีเหตุผลสมควร การลงทะเบียนด้วยตนเอง ข้อ 46 ระบุให้นักเรียนหรือผู้เข้าเรียนต้องลงทะเบียนรายวิชาด้วยตนเอง ตามวันและเวลาที่สถานศึกษากำหนด ในกรณีที่ไม่สามารถมาลงทะเบียนรายวิชาด้วยตนเองได้ จะมอบหมายให้ผู้อื่นมาลงทะเบียนแทน ให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาเป็นราย ๆ ไป การลงทะเบียนตามแผนการเรียนของสถานศึกษา ข้อ 47 ให้นักเรียนและผู้เข้าเรียนลงทะเบียนรายวิชาตามแผนการเรียนของสถานศึกษา ส่วนข้อ 48 กำหนดว่า นักเรียนและผู้เข้าเรียนที่ขอโอนผลการเรียนรายวิชาตามข้อ 78 และขอเทียบโอนผลการเรียนรายวิชาตามข้อ 79 ต้องลงทะเบียนเรียนรายวิชาในสถานศึกษาที่ขอสำเร็จการศึกษา อย่างน้อย 1 ภาคเรียนปกติ ตามแผนการเรียนที่สถานศึกษากำหนด หรือแผนการเรียนรายบุคคลที่สถานศึกษากำหนด เงื่อนไขพิเศษสำหรับการเทียบโอน นักเรียนที่ขอเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ตามข้อ 85 ต้องลงทะเบียนเรียนรายวิชาในสถานศึกษาที่ขอสำเร็จการศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 ของจำนวนหน่วยกิตที่ระบุไว้ในหลักสูตร แต่ละประเภทวิชา กลุ่มอาชีพ สาขาวิชา และตามแผนการเรียนรายบุคคลของสถานศึกษา ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์รายวิชาที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด การเปลี่ยน การเพิ่ม และการถอนรายวิชา ข้อ 49 กำหนดกรอบเวลาสำหรับการเปลี่ยนแปลงรายวิชาไว้อย่างชัดเจน: การเปลี่ยนหรือเพิ่มรายวิชา: ต้องกระทำภายใน 15 วัน นับแต่วันเปิดภาคเรียน หรือภายใน 5 วัน นับแต่วันเปิดภาคเรียนฤดูร้อน การถอนรายวิชา: ต้องกระทำภายใน 30 วัน นับแต่วันเปิดภาคเรียน หรือภายใน 10 วัน นับแต่วันเปิดภาคเรียนฤดูร้อน การถอนรายวิชาภายหลังกำหนดตามวรรคหนึ่งอาจกระทำได้ ถ้าหัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาเห็นว่ามีเหตุผลสมควร นอกจากนี้ การขอเปลี่ยน ขอเพิ่ม หรือขอถอนรายวิชา ต้องได้รับความเห็นชอบจากครูที่ปรึกษาและครูผู้สอนประจำรายวิชา ผลของการถอนรายวิชา ข้อ 50 กำหนดผลการถอนรายวิชาไว้ดังนี้: การถอนรายวิชาภายในกำหนดตามข้อ 49 ให้ลงอักษร “ถ.น.” ลงในระเบียนแสดงผลการเรียนช่อง “ผลการเรียน” การถอนรายวิชาภายหลังกำหนดตามข้อ 49 และหัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาเห็นว่ามีเหตุผลสมควร ให้ลงอักษร “ถ.น.” เช่นกัน แต่ถ้าหัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ลงอักษร “ถ.ล.” ลงในระเบียนแสดงผลการเรียนช่อง “ผลการเรียน” สรุปกรอบเวลาสำคัญ กิจกรรม ภาคเรียนปกติ ภาคเรียนฤดูร้อน ลงทะเบียนรายวิชา ก่อนเปิดภาคเรียน ก่อนเปิดภาคเรียน ลงทะเบียนล่าช้า ไม่เกิน 15 วัน ไม่เกิน 5 วัน เปลี่ยน/เพิ่มรายวิชา ภายใน 15 วัน ภายใน 5 วัน ถอนรายวิชา ภายใน 30 วัน ภายใน 10 วัน รักษาสถานภาพ ภายใน 15 วัน – ในบทความถัดไป EP.7 เราจะพูดถึง “การนับเวลาเรียนและสิทธิ์สอบ” ซึ่งเกณฑ์ร้อยละ 80 คือตัวชี้ชะตาที่นักเรียนทุกคนต้องรู้ อ้างอิง: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2568 ข้อ 43-50
Series: ระเบียบ ปวช. 2568 ฉบับสมบูรณ์ | EP.5/12 เมื่อระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ หนึ่งในประเด็นที่สถานศึกษาต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้คือ “การจัดแผนการเรียน” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารหลักสูตรในระดับสถานศึกษา การเปิด-ปิดภาคเรียนและปีการศึกษา ตามข้อ 30 ของระเบียบ กำหนดให้สถานศึกษาต้องกำหนดวันเปิดและปิดภาคเรียนตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยปีการศึกษา หากสถานศึกษาใดจะกำหนดวันเปิดและปิดภาคเรียนแตกต่างไปจากระเบียบ ต้องขออนุญาตต่อหน่วยงานต้นสังกัด นอกจากนี้ สถานศึกษาที่เปิดภาคเรียนฤดูร้อนต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการเปิดภาคเรียนฤดูร้อนในสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการด้วย (ข้อ 31) หลักการจัดรายวิชาตามโครงสร้างหลักสูตร ข้อ 32 กำหนดให้สถานศึกษาจัดรายวิชาให้ครบถ้วนทุกหมวดวิชาตามโครงสร้างหลักสูตร โดยคำนึงถึงรายวิชาที่ต้องเรียนต่อเนื่อง หรือต้องเรียนก่อน-หลัง เชื่อมโยงสัมพันธ์กัน รวมทั้งผลลัพธ์การเรียนรู้รายปีที่กำหนดไว้ในหลักสูตร สำหรับรายวิชาในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง (ข้อ 33) ให้จัดโดยคำนึงถึงการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และบูรณาการกับกลุ่มอาชีพหรือสาขาวิชา ส่วนรายวิชาในหมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ (ข้อ 34) ให้จัดโดยคำนึงถึงอาชีพหรือกลุ่มอาชีพในโลกของการทำงาน หากไม่มีรายวิชาที่สอดคล้อง สามารถพัฒนารายวิชาเพิ่มเติมได้โดยให้เป็นไปตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด การจัดฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ ข้อ 35 ระบุชัดเจนว่า สถานศึกษาต้องจัดฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพไม่น้อยกว่า 1 ภาคเรียนปกติ โดยนำรายวิชาในหมวดสมรรถนะวิชาชีพ หรือรายวิชาที่สอดคล้องกับลักษณะงานของสถานประกอบการไปจัดฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ สำหรับการศึกษาระบบทวิภาคี (ข้อ 36) กำหนดให้ฝึกอาชีพในสถานประกอบการแทนการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ โดยให้นำรายวิชาในหมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพหรือรายวิชาที่สอดคล้องกับลักษณะงานของสถานประกอบการไปจัดแผนการเรียน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามมาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด การพัฒนารายวิชาเพิ่มเติม ข้อ 37 เปิดช่องทางให้สถานศึกษาพัฒนารายวิชาเพิ่มเติมได้ ในกรณีที่รายวิชาตามข้อ 35 และข้อ 36 ไม่สอดคล้องกับลักษณะงานในสถานประกอบการ โดยการพัฒนารายวิชาเพิ่มเติมต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และสอดคล้องกับมาตรฐานในการศึกษาวิชาชีพตามประเภทวิชา กลุ่มวิชา สาขาวิชา กิจกรรมเสริมหลักสูตรและโครงงานวิชาชีพ ระเบียบยังกำหนดให้สถานศึกษาจัดให้มีรายวิชาโครงงานวิชาชีพเพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพในลักษณะงานบุคคลหรืองานกลุ่มที่สอดคล้องกับงานอาชีพ รวมจำนวน 4 หน่วยกิต (ข้อ 38) พร้อมทั้งจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรในแต่ละภาคเรียน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง หรือไม่น้อยกว่า 36 ชั่วโมงต่อภาคเรียน (ข้อ 39) การจัดแผนการเรียนแบบเต็มเวลาและไม่เต็มเวลา ข้อ 41 ถือเป็นหัวใจสำคัญของการจัดแผนการเรียน โดยกำหนดให้สถานศึกษาจัดแผนการเรียนในภาคเรียนปกติสำหรับการเรียนแบบเต็มเวลา ดังนี้: จำนวนหน่วยกิต: ไม่น้อยกว่าภาคเรียนละ 15 หน่วยกิต (สำหรับทุกภาคเรียนตลอดหลักสูตร แต่ไม่เกินภาคเรียนละ 22 หน่วยกิต) และไม่เกิน 12 หน่วยกิตสำหรับภาคเรียนที่ไม่เกินภาคเรียนละ 12 หน่วยกิต แผนการเรียนฤดูร้อน: จัดได้ไม่เกิน 12 หน่วยกิต เวลาเรียน: ไม่เกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับการจัดการเรียนรู้ การจัดฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ และการจัดฝึกอาชีพในสถานประกอบการ ส่วนการเรียนแบบไม่เต็มเวลา สถานศึกษาสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้อื่นใดที่สร้างการเรียนรู้เพิ่มเติมในแผนการเรียนได้ตามเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ข้อ 40) ความยืดหยุ่นในการจัดแผนการเรียน ข้อ 42 เปิดโอกาสให้สถานศึกษาที่มีเหตุผลและความจำเป็นในการจัดแผนการเรียนที่แตกต่างไปจากเกณฑ์ข้างต้น สามารถทำได้แต่ต้องไม่กระทบต่อมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา โดยได้รับอนุญาตจากหัวหน้าสถานศึกษา ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้สถานศึกษามีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการตามบริบทของตนเอง สิ่งที่สถานศึกษาควรดำเนินการ จากระเบียบดังกล่าว สถานศึกษาควรเตรียมการดังนี้: ทบทวนแผนการเรียนที่ใช้อยู่ให้สอดคล้องกับโครงสร้างหลักสูตรใหม่ จัดทำแผนการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพร่วมกับสถานประกอบการ พิจารณาการพัฒนารายวิชาเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่ จัดสรรเวลาเรียนไม่เกิน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ตามที่ระเบียบกำหนด วางแผนกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ในบทความถัดไป EP.6 เราจะพาไปเจาะลึก “การลงทะเบียนรายวิชา” ตั้งแต่ขั้นตอน กำหนดเวลา และข้อควรระวังสำหรับนักเรียนและสถานศึกษา อ้างอิง: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2568 ข้อ 30-42
สถานภาพนักเรียน ปวช. คืออะไร? สถานภาพนักเรียนในระบบอาชีวศึกษาเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ขึ้นทะเบียนเป็นนักเรียนหรือผู้เข้าเรียน และสิ้นสุดลงเมื่อสำเร็จการศึกษา ลาออก หรือถูกพ้นสภาพ ระเบียบ พ.ศ. 2568 กำหนดรายละเอียดไว้ครอบคลุมทุกกรณีในข้อ 17-29 การพ้นสภาพ (ข้อ 17) การพ้นสภาพผู้เข้าเรียน เป็นไปตามกรณีใดกรณีหนึ่ง ต่อไปนี้: (1) เมื่อลงทะเบียนเรียนครบ 5 ภาคเรียน และไม่นำหลักฐานการสำเร็จการศึกษาในระดับไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 หรือเทียบเท่ามาแสดงเพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นนักเรียน (2) เปลี่ยนสถานภาพจากผู้เข้าเรียนเป็นนักเรียน (3) ลาออก (4) ถึงแก่กรรม (5) สถานศึกษาสั่งให้พ้นสภาพผู้เข้าเรียน ในกรณีใดกรณีหนึ่ง กรณีที่สถานศึกษาสั่งให้พ้นสภาพ ก. ขาดเรียน ขาดการฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ ขาดการฝึกอาชีพ หรือขาดการติดต่อกับสถานศึกษาหรือสถานประกอบการเกินกว่า 15 วันติดต่อกัน ซึ่งสถานศึกษาหรือสถานประกอบการพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่มีเหตุผลอันสมควร ข. ไม่ยื่นคำร้องขอกลับเข้าเรียนภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดลาพักการเรียนหรือการฝึกอาชีพตามข้อ 25 ค. ไม่มาติดต่อเพื่อรักษาสภาพตามข้อ 45 ง. ได้รับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก จ. ขาดคุณสมบัติของผู้สมัครเข้าเรียนตามข้อ 10 ฉ. พ้นสภาพตามข้อ 75 หรือตามข้อ 76 การพ้นสภาพนักเรียน (ข้อ 18) การพ้นสภาพนักเรียนมีลักษณะคล้ายกับการพ้นสภาพผู้เข้าเรียน แต่กรณีพ้นสภาพจะเป็นไปตามกรณีดังนี้: (1) สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร (2) ลาออก (3) ถึงแก่กรรม (4) สถานศึกษาสั่งให้พ้นสภาพนักเรียน ในกรณีเดียวกันกับข้อ 17 (5) การคืนสภาพ (ข้อ 19) ผู้ที่พ้นสภาพตามข้อ 17 (5) ก. ข. และ ค. หรือผู้ที่พ้นสภาพนักเรียนตามข้อ 18 (3) (5) ก. ข. และ ค. ถ้าประสงค์จะขอคืนสภาพ จะต้องยื่นคำร้องขอต่อสถานศึกษาภายใน 5 ปี นับแต่วันถัดจากวันพ้นสภาพ เมื่อสถานศึกษาพิจารณาเห็นสมควรก็ให้รับเข้าเรียนได้ ข้อยกเว้น: เว้นแต่กรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นโดยอยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าสถานศึกษา การขอคืนสภาพ: ขั้นตอนปฏิบัติ (ข้อ 20) การขอคืนสภาพตามข้อ 19 ให้ปฏิบัติ ดังนี้: (1) ต้องเข้าเรียนในสัปดาห์แรกของภาคเรียนปกติ เว้นแต่กลับเข้าเรียนในภาคเรียนเดียวกัน (2) ให้นำรายวิชาและจำนวนหน่วยกิตที่ได้ลงทะเบียนรายวิชาไว้ มานับรวมเพื่อพิจารณาตัดสิน การพักการเรียน (ข้อ 21-24) เหตุผลที่อนุญาตให้พักการเรียน สถานศึกษาและสถานประกอบการอาจพิจารณาอนุญาตให้นักเรียนหรือผู้เข้าเรียนลาพักการเรียนหรือฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ หรือการฝึกอาชีพได้ตามที่เห็นสมควร เมื่อมีเหตุจำเป็นเป็นกรณีใดกรณีหนึ่ง ต่อไปนี้: (1) ได้รับทุนการศึกษาให้ไปศึกษา หรือดูงาน หรือเป็นตัวแทนของสถานศึกษา หรือสถานประกอบการในการเข้าร่วมประชุม หรือกรณีอื่น ๆ อันควรแก่การส่งเสริม (2) เจ็บป่วยต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานาน โดยมีคำรับรองของแพทย์ปริญญา (3) กรณีลาพักเพื่อรับราชการทหารกองประจำการ ให้ลาพักได้จนกว่าจะได้รับการปลด (4) เหตุจำเป็นอื่นตามที่สถานศึกษาและสถานประกอบการพิจารณาเห็นสมควร ระยะเวลาพักการเรียน ในกรณีที่ลาพักการเรียนหรือการฝึกอาชีพตั้งแต่ต้นปีเป็นระยะเวลานานเกินกว่า 1 ปี สถานศึกษาและสถานประกอบการพิจารณารับนักเรียนหรือผู้เข้าเรียนอื่นเข้าเรียนหรือฝึกอาชีพแทนที่ได้ตามที่เห็นสมควร ค่าธรรมเนียม นักเรียนหรือผู้เข้าเรียนที่ลาพักการเรียนหรือการฝึกอาชีพ เมื่อครบกำหนดเวลาที่ลาพักการเรียนหรือการฝึกอาชีพแล้ว ให้ยื่นคำร้องขอกลับเข้าเรียนในภาคเรียนปกติ พร้อมมอบหลักฐานการอนุญาตให้ลาพักการเรียนหรือการฝึกอาชีพต่อสถานศึกษาภายใน 15 วัน นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนด การย้ายสถานศึกษา (ข้อ 25-27) นักเรียนหรือผู้เข้าเรียนที่ประสงค์จะขอย้ายสถานศึกษาให้ยื่นคำร้องต่อสถานศึกษา โดยให้ผู้ปกครองเป็นผู้รับรอง เว้นแต่ผู้ที่บรรลุนิติภาวะ และให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้อนุมัติการขอย้าย สถานศึกษาจะจัดทำหนังสือส่งตัว พร้อมมอบหลักฐานการศึกษาของผู้ขอย้ายไปยังสถานศึกษาที่ขอย้ายเข้า และสถานศึกษาที่รับย้ายจะดำเนินการขึ้นทะเบียนเป็นนักเรียนหรือผู้เข้าเรียนตามระเบียบ การลาออก (ข้อ 28-29) นักเรียนหรือผู้เข้าเรียนที่ประสงค์จะลาออก ต้องให้ผู้ปกครองเป็นผู้รับรองการลาออก เว้นแต่ผู้ที่บรรลุนิติภาวะ สิทธิ์กลับเข้าเรียน: นักเรียนหรือผู้เข้าเรียนที่ลาออกแล้วได้รับอนุญาตให้กลับเข้าเรียนในภาคเรียนเดียวกัน ให้ถือว่าผู้นั้นมีสถานภาพเดิมที่เป็นมาตั้งแต่ต้นภาคเรียนนั้นทุกประการ สรุป: ข้อควรจำสำหรับครู สิ่งที่ครูและงานทะเบียนต้องจำไว้เสมอคือ กำหนดเวลาสำคัญต่าง ๆ เช่น 15 วันสำหรับการขาดเรียนติดต่อกัน, 15 วันสำหรับการยื่นคำร้องกลับเข้าเรียน, 5 ปีสำหรับการขอคืนสภาพ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ปรากฏซ้ำในระเบียบและมีผลต่อสถานภาพของนักเรียนโดยตรง อ้างอิง: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการฯ พ.ศ. 2568 ข้อ 17-29
คุณสมบัติผู้สมัครเข้าเรียน ปวช. ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2568 ข้อ 9 กำหนดว่า ผู้สมัครเข้าเรียนต้องมีพื้นความรู้ ดังนี้: (1) ต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า หรือ (2) ต้องเป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่ามัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 หรือเทียบเท่า และยังไม่สำเร็จการศึกษาภายในวันที่ประกาศรับสมัครกำหนด ข้อสำคัญ: ความในข้อ (2) นี้ ไม่ใช้บังคับสำหรับผู้ที่เรียนเป็นบางเวลา บางรายวิชา หรือบางส่วนของรายวิชา โดยไม่นับจำนวนหน่วยกิตรวมเพื่อตัดสินการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรและรับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือผู้ที่เรียนในระบบธนาคารหน่วยกิต คุณสมบัติเพิ่มเติม (ข้อ 10) นอกจากพื้นความรู้แล้ว ผู้สมัครเข้าเรียนยังต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้: (1) มีความประพฤติเรียบร้อย (2) มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียน (3) มีภูมิลำเนาเป็นหลักแหล่ง โดยมีบัตรประจำตัวประชาชน หรือมีหลักฐานของทางราชการในลักษณะเดียวกันมาแสดง (4) มีความเคารพ เลื่อมใส ศรัทธาต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ (5) มีเจตคติที่ดีต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (6) สำหรับผู้สมัครเข้าเรียนการศึกษาระบบทวิภาคี ในวันทำสัญญาการฝึกอาชีพต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และมีความตั้งใจที่จะรับการฝึกอาชีพในสาขาวิชาที่สมัคร กระบวนการรับสมัครและคัดเลือก วิธีการรับเข้าเรียน (ข้อ 7) การรับผู้สมัครเข้าเรียน ให้ทำการสอบคัดเลือกหรือคัดเลือก หรือจะมอบให้สถานศึกษาเป็นผู้ดำเนินการก็ได้ สำหรับการศึกษาระบบทวิภาคี สถานประกอบการจะเป็นผู้สอบคัดเลือก หรือคัดเลือกผู้สมัครเข้าเรียนเองตามคุณสมบัติที่กำหนดและตามจำนวนที่ได้ตกลงร่วมกับสถานศึกษา หรือจะมอบให้สถานศึกษาเป็นผู้ดำเนินการหรือดำเนินการร่วมกันก็ได้ การรับผู้สมัครตามโครงการต่าง ๆ การรับผู้สมัครเข้าเรียนตามโครงการต่าง ๆ ของสถานศึกษา ให้สถานศึกษาคัดเลือกผู้สมัครเข้าเรียนเองตามคุณสมบัติที่กำหนดตามความเหมาะสมของโครงการนั้น การตรวจร่างกาย (ข้อ 8) ให้มีการตรวจร่างกายโดยแพทย์ปริญญา เฉพาะผู้ที่ผ่านการสอบคัดเลือกหรือได้รับการคัดเลือก สถานภาพนักเรียน (ข้อ 11) ผู้สมัครเข้าเรียนตามข้อ 9 (1) จะมีสถานภาพเป็นนักเรียน เมื่อได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักเรียนของสถานศึกษา ส่วนผู้สมัครเข้าเรียนตามข้อ 9 (2) จะมีสถานภาพเป็นผู้เข้าเรียน การขึ้นทะเบียนระบบทวิภาคี สำหรับการศึกษาระบบทวิภาคี ต้องทำสัญญาการฝึกอาชีพกับสถานประกอบการ โดยนักเรียนและผู้เข้าเรียนจะต้องกระทำด้วยตนเอง พร้อมทั้งแสดงหลักฐานการศึกษาตามวัน เวลา ที่สถานศึกษาและสถานประกอบการกำหนด โดยชำระเงินค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตามที่สถานศึกษากำหนด ทั้งนี้ ให้เสร็จสิ้นก่อนวันเปิดภาคเรียน โดยมีผู้ปกครอง ซึ่งสถานศึกษาเชื่อมาให้คำรับรองและทำหนังสือมอบตัว ผู้เข้าเรียน → นักเรียน (ข้อ 13) ผู้เข้าเรียนตามข้อ 11 (2) จะมีสถานภาพเป็นนักเรียน เมื่อนำผลการสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่ามาแสดง และขึ้นทะเบียนเป็นนักเรียนของสถานศึกษา ก่อนสำเร็จการศึกษาอย่างน้อย 1 ภาคเรียน บัตรประจำตัว (ข้อ 15) ให้สถานศึกษาออกบัตรประจำตัวให้แก่นักเรียน โดยให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยบัตรประจำตัวนักเรียนและนักศึกษา โดยบัตรประจำตัวนี้ให้มีอายุเท่ากับระยะเวลาของหลักสูตร นับแต่วันออกบัตร การปฐมนิเทศ (ข้อ 14) ให้สถานศึกษาจัดการประชุมชี้แจงผู้ปกครอง และปฐมนิเทศนักเรียนและผู้เข้าเรียน เพื่อให้ทราบแนวทางการเรียน กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ครูที่ปรึกษา (ข้อ 16) ให้สถานศึกษาแต่งตั้งครูที่ปรึกษา เพื่อทำหน้าที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเรียน ติดตามผลการเรียน และตักเตือนดูแลความประพฤติของนักเรียนและผู้เข้าเรียน และให้สถานประกอบการจัดให้มีผู้ควบคุมการฝึกของนักเรียนและผู้เข้าเรียนในสถานประกอบการ โดยมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง สรุปประเด็นสำคัญ การรับนักเรียน ปวช. ตามระเบียบใหม่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ ม.3 สามารถสมัครเข้าเรียนได้ก่อนสำเร็จการศึกษา รวมถึงการรองรับผู้เรียนบางเวลาและระบบธนาคารหน่วยกิต ซึ่งเป็นทิศทางที่สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาอาชีวศึกษาในปัจจุบัน อ้างอิง: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการฯ พ.ศ. 2568 ข้อ 7-16
นิยามศัพท์คืออะไร? ทำไมต้องรู้? ในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2568 ข้อ 5 ได้กำหนดนิยามศัพท์ไว้อย่างละเอียด เพื่อให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจตรงกัน บทความนี้จะอธิบายคำนิยามสำคัญทั้งหมดอย่างเข้าใจง่าย กลุ่มที่ 1: นิยามเกี่ยวกับสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้อง “หลักสูตร” หมายความว่า หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษากำหนด “สถานศึกษา” หมายความว่า วิทยาลัย หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นของรัฐและเอกชน ที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ “สถาบัน” หมายความว่า สถาบันการอาชีวศึกษาและสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร “หัวหน้าสถานศึกษา” หมายความว่า ผู้อำนวยการวิทยาลัย หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่จัดการศึกษาตามหลักสูตร “หน่วยงานต้นสังกัด” หมายความว่า หน่วยงานที่มีสถานศึกษาที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพอยู่ในสังกัด หรือในการกำกับดูแล กลุ่มที่ 2: นิยามเกี่ยวกับผู้เรียน “ผู้สมัครเข้าเรียน” ผู้ที่สมัครเข้าเรียนในสถานศึกษาที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักเรียน รวมถึงผู้ที่สมัครเข้าเรียนเป็นบางเวลา บางรายวิชา หรือบางส่วนของรายวิชา “นักเรียน” ผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า และได้ขึ้นทะเบียนเป็นนักเรียนตามหลักสูตร “ผู้เข้าเรียน” ผู้ที่ยังไม่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า และได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้เข้าเรียนตามหลักสูตร “ผู้ปกครอง” บิดา มารดา หรือบุคคลอื่นที่ทำหน้าที่ปกครองดูแลและให้ความอุปการะแก่นักเรียนหรือผู้เข้าเรียน กลุ่มที่ 3: นิยามเกี่ยวกับรูปแบบการศึกษา “การศึกษาในระบบ” การจัดการศึกษาวิชาชีพที่เน้นการศึกษาในสถานศึกษาเป็นหลัก โดยมีการกำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลา การวัดและการประเมินผล ที่เป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน “การศึกษานอกระบบ” การจัดการศึกษาวิชาชีพที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการศึกษา ระยะเวลา การวัดและการประเมินผล ที่เป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม “การศึกษาระบบทวิภาคี” การจัดการศึกษาวิชาชีพที่เกิดจากข้อตกลงระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ ในเรื่องการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน การวัดและการประเมินผล โดยนักเรียนและผู้เข้าเรียนใช้เวลาส่วนหนึ่งในสถานศึกษา และเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ “ภาคเรียนฤดูร้อน” ช่วงเวลาที่สถานศึกษาเปิดทำการสอนในช่วงปิดภาคเรียน ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการเปิดภาคเรียนฤดูร้อนในสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มที่ 4: นิยามเกี่ยวกับบุคลากร “ครูที่ปรึกษา” ครูที่สถานศึกษามอบหมายให้ทำหน้าที่ให้คำปรึกษา ติดตามผลการเรียน และตักเตือนดูแลความประพฤติของนักเรียนและผู้เข้าเรียน โดยมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง “ครูผู้สอน” ผู้ทำหน้าที่หลักทางด้านการจัดการเรียนรู้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ และเสริมประสบการณ์แก่นักเรียนและผู้เข้าเรียน และพัฒนานักเรียนและผู้เข้าเรียนให้บรรลุตามที่หลักสูตรกำหนด “ผู้เชี่ยวชาญในอาชีพ” ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในสาขาอาชีพนั้น ๆ ซึ่งทำหน้าที่ให้ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ทางอาชีพให้กับนักเรียนและผู้เข้าเรียน “ครูนิเทศก์” ครูหรืออาจารย์ผู้รับผิดชอบรายวิชาที่นำไปฝึกอาชีพหรือฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ทำหน้าที่สอน นิเทศ ให้คำปรึกษา แนะนำ ติดตาม วัด และประเมินผลนักเรียนและผู้เข้าเรียนตามหลักสูตร “ครูฝึกในสถานประกอบการ” บุคลากรในสถานประกอบการที่มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งทำหน้าที่สอนและฝึกอาชีพให้กับนักเรียนและผู้เข้าเรียนในสถานประกอบการ กลุ่มที่ 5: นิยามเกี่ยวกับผลการเรียนและมาตรฐาน “ผลการเรียน” vs “ผลลัพธ์การเรียนรู้” vs “ความรู้” vs “สมรรถนะ” ระเบียบนี้แยกความหมายอย่างชัดเจน: ผลการเรียน – ผลการวัดและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนและผู้เข้าเรียน ทั้งด้านคุณธรรม จริยธรรม ทักษะ และความสามารถในการประยุกต์ใช้ ผลลัพธ์การเรียนรู้ – ผลที่เกิดขึ้นกับนักเรียนและผู้เข้าเรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้ ทั้งจากการศึกษา ฝึกอบรม ฝึกปฏิบัติ หรือการเรียนรู้จริงในที่ทำงาน ความรู้ – ผลที่เกิดจากการเรียนตามหลักสูตรของสถานศึกษา หรือหน่วยงานที่จัดการศึกษาอาชีวศึกษา สมรรถนะ – ความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะปฏิบัติ และทักษะด้านความคิด รวมทั้งคุณลักษณะที่พึงประสงค์ในการปฏิบัติงาน “มาตรฐานวิชาชีพ” ข้อกำหนดด้านสมรรถนะวิชาชีพของหลักสูตรที่ยึดโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ตามเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการกำกับดูแล ตรวจสอบ และประกันคุณภาพผู้สำเร็จการศึกษา สรุป การเข้าใจนิยามศัพท์เหล่านี้ถือเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับครูอาชีวะทุกคน เพราะจะช่วยให้การปฏิบัติงานตามระเบียบเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผล และการเทียบโอนผลการเรียนรู้ อ้างอิง: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการฯ พ.ศ. 2568 ข้อ 5
บทนำ: ทำไมต้องมีระเบียบฉบับใหม่? เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2568” ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงครั้งสำคัญจากระเบียบฉบับเดิม พ.ศ. 2562 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ระเบียบฉบับนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 ประกอบกับมติของคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในการประชุมครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ขอบเขตการบังคับใช้ ระเบียบฉบับนี้ใช้บังคับแก่สถานศึกษาที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาระบบทวิภาคี ที่พัฒนาตามประกาศคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ โครงสร้างของระเบียบ ระเบียบฉบับนี้แบ่งออกเป็น 4 หมวด สำคัญ ได้แก่: หมวด 1 ผู้สมัครเข้าเรียนและสภาพนักเรียน – ครอบคลุมตั้งแต่การรับสมัคร คุณสมบัติ สถานภาพนักเรียน การพ้นสภาพ การพักการเรียน การย้ายสถานศึกษา และการลาออก หมวด 2 การจัดการเรียน – เรื่องการเปิดเรียน การจัดแผนการเรียน การลงทะเบียนรายวิชา การเปลี่ยน เพิ่ม ถอนรายวิชา การนับเวลาเรียน และการขออนุญาตเลื่อนสอบ หมวด 3 การประเมินผลการเรียน – หลักการประเมิน วิธีการประเมิน การตัดสินผลการเรียน และการเทียบโอนผลการเรียนรู้ หมวด 4 เอกสารการศึกษา – ระเบียนแสดงผลการเรียน ประกาศนียบัตร และวุฒิบัตร จุดเปลี่ยนสำคัญจากระเบียบเดิม 1. นิยามศัพท์ที่ชัดเจนขึ้น ระเบียบใหม่ได้เพิ่มนิยามศัพท์ที่ครอบคลุมมากขึ้น เช่น “ผู้เชี่ยวชาญในอาชีพ” “ผู้ควบคุมการฝึก” “ครูฝึกในสถานประกอบการ” “ครูนิเทศก์” รวมถึงแยกความหมายระหว่าง “การโอนผลการเรียน” กับ “การเทียบโอนผลการเรียน” อย่างชัดเจน 2. ระบบการศึกษา 3 รูปแบบ ระเบียบใหม่กำหนดรูปแบบการจัดการศึกษาไว้ชัดเจน 3 รูปแบบ ได้แก่ การศึกษาในระบบ (เน้นการศึกษาในสถานศึกษาเป็นหลัก) การศึกษานอกระบบ (มีความยืดหยุ่นในจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการ ระยะเวลา) และ การศึกษาระบบทวิภาคี (เกิดจากข้อตกลงระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการ) 3. การเทียบโอนผลการเรียนรู้ที่หลากหลาย ระเบียบใหม่เปิดช่องทางการเทียบโอนที่กว้างขึ้น ทั้งการโอนผลการเรียน การเทียบโอนผลการเรียน การเทียบโอนความรู้และประสบการณ์ การเทียบโอนประสบการณ์ของบุคคล และการเทียบโอนสมรรถนะตามมาตรฐานอาชีพ ครอบคลุมถึงกรอบคุณวุฒิแห่งชาติและกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน 4. ระบบการวัดผลที่ยืดหยุ่น การประเมินผลการเรียนเป็นรายวิชาตามระบบหน่วยกิต ใช้ระดับคะแนน 8 ระดับ (ตั้งแต่ 4.0 ถึง 0) พร้อมตัวอักษรพิเศษสำหรับกรณีต่าง ๆ เช่น ข.ร. (ขาดเรียน) ข.ป. (ขาดการปฏิบัติงาน) ม.ส. (ไม่สมบูรณ์) รวมถึงฉบับภาษาอังกฤษที่ชัดเจน 5. บทเฉพาะกาล สถานศึกษาใดที่มีนักเรียนอยู่ระหว่างการศึกษาตามหลักสูตรเดิม (พ.ศ. 2562) ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบเดิมจนกว่านักเรียนจะสำเร็จการศึกษา ส่วนสถานศึกษาที่จัดการศึกษาตามหลักสูตรใหม่ (พุทธศักราช 2567 เป็นต้นไป) ให้ใช้ระเบียบฉบับใหม่นี้ทันที ใครควรอ่านระเบียบนี้? ครูและบุคลากรทางการศึกษา – โดยเฉพาะงานทะเบียน วิชาการ และวัดผลประเมินผล ผู้บริหารสถานศึกษา – เพื่อวางนโยบายและกำกับดูแลให้เป็นไปตามระเบียบ นักเรียนและผู้ปกครอง – เพื่อเข้าใจสิทธิและหน้าที่ตามระเบียบ สถานประกอบการ – ที่ร่วมจัดการศึกษาระบบทวิภาคี บทความถัดไปใน Series นี้ Series “ระเบียบ ปวช. 2568” นี้จะเจาะลึกทั้ง 12 ตอน ครอบคลุมทุกหมวดของระเบียบ ตั้งแต่เรื่องนิยามศัพท์ การรับนักเรียน สถานภาพนักเรียน การจัดแผนการเรียน การลงทะเบียน ระบบเกรด การตัดสินผลการเรียน ไปจนถึงเอกสารการศึกษา ติดตามได้ที่ kruarm.net อ้างอิง: ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2568 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 142 ตอนพิเศษ 363 ง หน้า 1-28 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568